สำนักงานยุติธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา
www.jpo.moj.go.th/chachoengsao

 

สิทธิคุ้มครองตนในกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีผู้บริโภค

สิทธิคุ้มครองตนในกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีผู้บริโภค
วันที่ 7 สิงหาคม 2556

 

                                                    สิทธิคุ้มครองตนในกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีผู้บริโภค

                                                                                                                                                เตือนใจ เจริญพงษ์

            กฎหมายที่ผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองในการ พิจารณาคดี มีชื่อว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มีความสำคัญที่ประชาชนควรรู้อย่างยิ่ง......ว่าผู้บริโภคจะได้รับ การคุ้มครองอย่างไร เช่นเรื่องเขตอำนาจศาล ความรับผิดในสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง และความรับผิดสำหรับกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นนิติบุคคลที่ก่อตั้งขึ้นโดย เจตนาทุจริตหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั่งแต่ เดือนสิงหาคม2551

ฟ้องผู้บริโภคได้ที่ภูมิลำเนาผู้บริโภคเท่านั้น

ใน เรื่องเขตอำนาจศาล กฎหมายกำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลที่มูลคดีเกิดซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ หรือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาก็ได้และเมื่อผู้ประกอบธุรกิจ เช่น โจทก์ที่เป็นผู้ออกบัตรเครดิตจะฟ้องผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกหนี้ผู้ใช้บัตร เครดิต 
ส่วนใหญ่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลที่เป็นภูมิลำเนาของโจทก์เองเพื่อความสะดวกและ ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่เป็นการผลักภาระในการเดินทางมาต่อสู้คดีในศาลให้แก่ลูกหนี้ เช่น ลูกหนี้ผู้สมัครขอใช้บัตรเครดิตอยู่ที่จังหวัดสงขลา โจทก์อนุมัติบัตรเครดิตที่กรุงเทพฯ ในกรณีนี้หากโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลในเขตศาลที่มูลคดีเกิดซึ่งตนเองมี ภูมิลำเนาอยู่ จะทำให้ลูกหนี้ผู้บริโภคซึ่งอยู่ที่จังหวัดสงขลาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการ เดินทางมาต่อสู้คดีที่กรุงเทพฯ 

ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคจึงกำหนดว่า
       “หากผู้ประกอบธุรกิจที่จะฟ้องผู้บริโภคมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลอื่นนอกเหนือ จากศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ ให้ผู้ประกอบธุรกิจเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ เพียงแห่งเดียว” เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาลเพื่อต่อสู้คดีของ ผู้บริโภคในกรณีที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ห่างไกล 
การฟ้องด้วยวาจา”


เนื่อง จากในคดีผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคอาจขาดความพร้อมและความชำนาญในการทำคำฟ้องให้ ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คู่กรณีด้วยการกำหนด ให้การฟ้องคดีผู้บริโภคนั้นโจทก์จะทำคำฟ้องเป็นหนังสือหรือฟ้องคดีด้วยวาจา ก็ได้ โดยในกรณีที่โจทก์ประสงค์จะฟ้องด้วยวาจาให้ “เจ้าพนักงานคดี” ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลและแต่งตั้งโดยเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมจัด ให้มีการทำบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้องแล้วให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ เพื่อความสะดวกในการดำเนินคดีของโจทก์
การยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม

ใน คดีที่ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคจะฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ กฎหมายได้ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้แก่ผู้บริโภคหรือผู้ฟ้องคดีแทนผู้ บริโภคอีกด้วย ซึ่งผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนผู้บริโภค คือ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือสมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรอง ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค
ความรับผิดในสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง

            ใน คดีที่ฟ้องร้องให้ผู้ประกอบธุรกิจรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้า หากศาลเชื่อว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวมีอยู่ในขณะส่งมอบสินค้านั้นและไม่ อาจแก้ไขให้กลับคืนสภาพใช้งานได้ตามปกติหรือถึงแม้จะแก้ไขแล้ว แต่หากนำไปใช้บริโภคอาจเกิดอันตราย ให้ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้แก่ผู้บริโภค แทนการแก้ไขซ่อมแซมสินค้าที่ชำรุดบกพร่องนั้นได้ เช่น ซื้อรถใหม่แต่หลังจากใช้งานมาได้ไม่นานกลับต้องเข้าอู่เป็นประจำ เป็นเหตุการณ์ที่ผิดวิสัย ซึ่งกรณีนี้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องซื้อขายนั้นผู้ขายจะไม่รับผิด เพราะอ้างว่าความชำรุดบกพร่องที่ผู้ขายต้องรับผิดต้องเป็นความชำรุดบกพร่อง ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการส่งมอบสินค้าเท่านั้น นอกจากนี้สินค้าที่ส่งมอบไปแล้วสินค้านั้นย่อมเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ได้ตกเป็นของผู้บริโภคแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้ซื้อเสนอให้มีการเปลี่ยนรถคันใหม่ผู้ขายจึงปฏิเสธได้ แต่สำหรับความชำรุดเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของการรับประกันเป็น เรื่องที่ผู้ขายจะต้องรับผิดชอบในการซ่อมแซมแต่ผู้ซื้อไม่อาจเรียกร้องให้ ผู้ขายเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ตนได้ เห็นได้ชัดว่ากรณีนี้แม้จะไม่เห็นถึงความชำรุดบกพร่องในระหว่างส่งมอบสินค้า แต่ก็ประมาณได้จากสภาพปัญหาว่าปัญหาน่าจะมีอยู่ก่อนอาจเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในขั้นตอนการผลิตไม่ใช่เกิดจากเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งตามร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคกำหนดให้ศาลมีอำนาจพิพากษา ให้ผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้แก่ผู้บริโภคแทนการแก้ไขซ่อมแซม สินค้าที่ชำรุดบกพร่องนั้นได้ ถ้าผู้ถูกฟ้องไม่ใช่ผู้ผลิตหรือ
ผู้นำเข้า ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้านั้นมาร่วมรับผิดชอบในความ เสียหายที่เกิดแก่ผู้บริโภคได้ แต่ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความสุจริตของผู้บริโภคในการเรียกร้องสิทธิด้วย 

ความรับผิดต่อความเสียหายที่ไม่ปรากฏขึ้นในทันที

อาจ มีบางกรณีที่ต้องใช้ระยะเวลากว่าความเสียหายที่เกิดแก่ชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย จะแสดงออกมาให้เห็น เช่น ผลของการสะสมสารพิษในร่างกายซึ่งผู้บริโภคอาจได้รับสารพิษนั้นมาโดยตรงจาก การอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีโรงงานที่ปล่อยสารมลพิษตั้งอยู่ หรือโดยทางอ้อมจากการได้รับสารพิษจากการใช้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่เจือปนสาร พิษ เป็นต้น 
ซึ่งหากร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องแทนผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ภายใน สามปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายหรือตัวผู้รับผิด แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย
นอกจากนี้ หากผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจอยู่ระหว่างตกลงเรื่องค่าเสียหายกันก็ไม่ ต้องกังวลว่าคดีจะขาดอายุความเพราะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้อายุ ความฟ้องร้องหยุดนับในระหว่างเจรจากันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกการ เจรจานั้นอายุความจึงเริ่มนับต่อไป

การเรียกผู้ถือหุ้นเข้าร่วมรับผิด

ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกฟ้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นหรือดำเนิน การโดยไม่สุจริต มีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภคหรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของ นิติบุคคลเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตาม ฟ้อง ซึ่งเดิมตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลไม่อาจเรียกผู้ถือหุ้นเข้ามาร่วมรับผิดได้เพราะผู้ถือหุ้นจำกัดความรับ ผิดเฉพาะส่วนที่ค้างชำระค่าหุ้นเท่านั้น ทำให้เมื่อคดีเสร็จสิ้นลงแล้วผู้บริโภคกลับไม่ได้รับ
การชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากทรัพย์สินของบริษัทได้ถูกถ่ายเทไป เสียแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเวลาที่ผู้บริโภคใช้ในการต่อสู้คดีก็สูญเสียไปอย่างน่า เสียดาย 
ด้วยเหตุนี้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงกำหนดให้ศาลมีอำนาจเรียกหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลผู้มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลหรือผู้รับมอบ ทรัพย์สินของนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยมีเจตนาทุจริตเข้าเป็นจำเลยร่วม และมีอำนาจพิพากษาให้บุคคลนั้นร่วมรับผิดในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภค ด้วย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคซึ่งถูกหลอกลวง
การอุทธรณ์ ฎีกา คดีผู้บริโภค 

เมื่อ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วคู่ความอาจอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่ง ของศาลชั้นต้นในคดีผู้บริโภคได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำ พิพากษาโดยทั่วไปถือว่าคดีเป็นที่สุด

ส่วนคู่กรณีที่ประสงค์จะฎีกาคำ พิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ สามารถยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในปัญหาข้อ เท็จจริงที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาทหรือในปัญหาข้อ กฎหมายได้โดยให้ยื่นฎีกาไปยังศาลชั้นต้นที่มี

คำพิพากษาหรือคำสั่งใน คดีนั้นเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้โดยเฉพาะคดีที่เป็นปัญหา เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะหรือปัญหาสำคัญอื่นที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย จึงอาจกล่าวได้ว่าคดีผู้บริโภคมีระบบตรวจสอบของศาลทั้งสามชั้นเช่นเดียวกับ คดีแพ่งทั่วไปแต่ศาลฎีกาจะรับพิจารณาเฉพาะคดีที่เป็นเรื่องสำคัญเท่านั้น
    …ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้เกี่ยวข้องในการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มองเห็นปัญหาและ ร่วมคิด ร่วมแก้ไขปัญหาต่างๆโดยยึดหลักสำคัญเพื่อมุ่งเน้นให้ผู้บริโภคได้เข้าถึง ความยุติธรรม ได้ด้วยความสะดวก ประหยัด เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ
 

วันที่เผยแพร่ :

วันพฤหัสบดี, 17 ตุลาคม 2013