สำนักงานยุติธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา
www.jpo.moj.go.th/chachoengsao

 

รณรงค์บังคับใช้กฎหมายห้ามจำหน่ายสุราและบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

รณรงค์บังคับใช้กฎหมายห้ามจำหน่ายสุราและบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
วันที่ 19 สิงหาคม 2556

 

                                  รณรงค์บังคับใช้กฎหมายห้ามจำหน่ายสุราและบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
                                                                                                                                     เตือนใจ เจริญพงษ์


          ปัจจุบัน จากสถิติเด็กและเยาวชนกระทำความผิดพบว่ามีแนวโน้มลดลงแต่กลับมีความรุนแรง เพิ่มขึ้น และจากสถิติรายงานคดีสำคัญของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ พบว่าเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่มีประสบการณ์การใช้สุรา โดยเฉพาะฐานความผิดเกี่ยวกับการโทรมหญิง การทำร้ายร่างกาย และความผิดที่ใช้ความรุนแรงอื่น ๆ โดยพบว่า ก่อนกระทำความผิดเด็กและเยาวชนเหล่านั้นมีพฤติการณ์การดื่มสุรามาก่อนเกือบ ทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

ที่พบว่า สุราจะมีผลต่อการทำงานของสมอง คือ กดการทำงานของสมองในส่วนที่ควบคุมความ รู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำให้สมองส่วนอื่น ๆ เพิ่มอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรม ส่งผลให้ผู้ดื่มขาดความคิดยับยั้งชั่งใจ ดังที่มีในภาวะปกติ ทำให้สามารถก่อความรุนแรงและมีพฤติกรรมที่ก่อความเดือดร้อนและมีอันตรายทั้ง ตนเองและผู้อื่นได้ง่าย 


นอกจากนี้ ยังพบปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วง คือ วัยรุ่นไทยชายวัย 11-19 ปี ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์จำนวน 1.06 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.23 ของประชากรในกลุ่มอายุนี้และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้มีข้อมูลระบุชัดว่าเด็กที่เริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนอายุ 13 ปีมีโอกาสติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนั้นยังพบเด็กและเยาวชนอีกเป็นจำนวนมากที่กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ เพื่อหาเงินไปเที่ยวดื่มสุราในสถานบันเทิง จนอาจกล่าวได้ว่า สุราเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่กระตุ้นให้เด็กและเยาวชนทำผิดกฎหมาย

จาก การสำรวจวิจัยครัวเรือนเกี่ยวกับการดื่มสุราและพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ เพื่อประมาณการจำนวนผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศโดย อาภา ศิริวงศ์ ณ อยุธยา สำรวจครั้งแรกในปี พ.ศ.2544 พบว่าจำนวนประชากรที่มีประสบการณ์ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นประมาณ 33 ล้านคนหรือร้อยละ 73 ของประชากรที่มีอายุระหว่าง 12-65 ปี การสำรวจครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2546 คาดประมาณการจำนวนผู้เคยดื่มสุรา “ลดลง” เหลือ 26.5 ล้านคน หรือร้อยละ 58.5 ของประชากรที่มีอายุระหว่าง 12-65 ปี ซึ่งพบว่ามีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดน้อยลงโดยภาพรวม แต่กลับมีคนที่ดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เรียกว่า 
“ดื่มประจำ” เพิ่มมากขึ้น จากร้อยละ 8.4 ในปี 2544 เป็นร้อยละ 11.9 ในปี 2546 (อาภา ศิริวงศ์ ณ อยุธยา ,2548)

ด้านปัญหาสุราและบุหรี่กับเยาวชน พบว่า เยาวชนไทยที่มีอายุ 15-24 ปี ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มมึนเมา ถึงร้อยละ 30.7 ด้วยค่านิยม ที่ต้องการแสดงความทันสมัย แสดงความเป็นผู้ใหญ่ และเลียนแบบสื่อต่างๆ นอกจากนี้การสำรวจ พฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มสุราของประชากร พ.ศ. 2547 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 49.4 ล้านคน เป็นผู้สูบบุหรี่และดื่มสุรา โดยเป็นเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี คิดเป็นร้อยละ 23.5 ซึ่งมีจำนวนมากเป็นอันดับสองรองจากกลุ่มคนทำงาน (อายุ 25-29 ปี) และในปี 2547 


...... สำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจในเรื่องเดียวกัน พบว่านักเรียนหญิงที่เคย มีเพศสัมพันธ์มีอัตราการดื่มสุรา / เบียร์ จนเมาบ่อยๆ สูงเป็น 3-9 เท่า ของนักเรียนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ และเป็นที่แน่ชัดว่าพฤติกรรม การดื่มสุรามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ การใช้สารเสพติดตัวอื่นที่ร้ายแรง การมีพฤติกรรมรุนแรงซึ่งเสี่ยงต่อความปลอดภัย และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรในกลุ่มเยาวชนซึ่งสร้างปัญหาสังคมต่อ เนื่องอีกมาก โดยเฉพาะการตั้งครรภ์โดย ไม่พึงประสงค์ การทำแท้งเถื่อน และการติดโรคเอดส์

กรมพินิจ้มครองเด็กและเยาวชน และคุได้ทำการศึกษาวิจัยพฤติกรรมการดื่มสุรา/เบียร์และสารเสพติดของเยาวชนที่ กระทำผิดกฎหมายและถูกศาลสั่งให้เข้ามาฝึกอบรมในศูนย์ฝึกอบรมฯ ของกรมพินิจฯ พบว่ากลุ่มตัวอย่าง คือ เยาวชนมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ และดื่มเหล้ามากถึงร้อยละ 95.9 และ 85.1 ตามลำดับ และร้อยละ 80 มาจากครอบครัวที่มีคนในครอบครัวสูบบุหรี่/ดื่มเหล้า .

สาเหตุหลักที่เยาวชนใช้สารเสพติดทุกชนิด คือ อยากลอง และเพื่อนชักชวน รวมกันอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 75.0 - 92.6 ของสารเสพติดในแต่ละชนิด (สำนักพัฒนาระบบงาน กรมพินิจฯ,2548)
ในด้านพฤติกรรมการดื่มสุราของเยาวชนที่มีผลต่อการกระทำความผิดโดยตรง โดยเฉพาะ
คดีข่มขืนโทรมหญิง และทำร้ายร่างกาย พบว่าสุราเป็นตัวกระตุ้นโดยตรงต่อเด็กที่ทำผิดกฎหมาย
มากถึงร้อยละ 38 โดยเด็กที่กระทำผิดได้ดื่มสุราก่อนทำผิดไม่เกิน 5 ชั่วโมง และขณะกระทำผิด
ยังอยู่ในระหว่างมึนเมาจากฤทธิ์สุรา (สำนักพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน 

กรมพินิจฯ,2548) นอกจากนั้นยังพบว่า แม้เด็กจะไม่ได้ดื่มสุราก่อนการกระทำผิด แต่สุราก็เป็นเสาเหตุจูงใจโดยตรงในการกระทำผิดของเด็ก โดยเฉพาะเรื่องของการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ เด็กผู้ต้องหาจำนวนมากให้การว่าทำไปเพื่อหาเงินไปซื้อสุราดื่มและเที่ยวสถาน บันเทิงเพื่อดื่มสุรา 

นอก จากนี้สุรายังเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว คิดเป็น 3.84 เท่าของครอบครัวที่ไม่มีปัญหาเรื่องสุรา (รศ.นพ.รณชัย, 2548) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของคุณสุมนทิพย์ ใจเหล็ก พบว่าความรุนแรงในครอบครัวส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนที่เป็นสมาชิกใน ครอบครัวที่อาจส่งผลต่อการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน(สุมนทิพย์ ใจเหล็ก, 2546) 


ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงความห่วงใยในเรื่องเด็กและเยาชน สูบบุหรี่เป็นอย่างยิ่ง ยิ่งกว่านั้น การดื่มสุราและการสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชนเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้ยาเสพ ติดอื่นๆ


2. ความเคลื่อนไหว
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ได้กำหนดความผิดและโทษในเรื่องการขายสุราและบุหรี่แก่เด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีไว้ดังต่อไปนี้



มาตรา 26 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้
(3) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด
  
(10) จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก เว้นแต่การปฏิบัติทางการแพทย์ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งมีโทษตามกฎหมาย อื่นที่หนักกว่าก็ให้ลงโทษตามกฎหมายนั้น

มาตรา 78 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกิน
สามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
“เด็ก” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส

แต่ ตามข้อเท็จจริงยังคงปรากฏว่าผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยังขาดความตระหนักและ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เด็กและเยาวชนยังคงเข้าถึงบุหรี่และสุราได้โดยง่ายจากห้างสรรพสินค้าขนาด ใหญ่และร้านค้าทั่วไป 
ซ้ำร้ายผู้ใหญ่ยังคงใช้ลูกหลานของตนเองไปซื้อบุหรี่และสุราให้โดยไม่ตระหนักและเกรงกลัวต่อกฎหมาย

ดัง นั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จึงเห็นสมควรจัดทำโครงการรณรงค์บังคับใช้กฎหมายห้ามการขายสุราและบุหรี่แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อป้องปรามเด็กและเยาวชนกระทำผิด โดยทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก และสื่อมวลชนเครือข่าย เพื่อเผยแพร่กฎหมายการห้ามขายสุราและบุหรี่ให้แก่เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีให้ร้านค้า เด็กและเยาวชนและประชาชนทั่วไปให้รู้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงกับร้านค้าที่จำหน่ายสุราและบุหรี่เพื่อวางมาตรการ ไม่ให้มีการจำหน่ายสุราและบุหรี่แก่เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เพื่อรณรงค์ไม่ให้เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่าสิบแปดปีซื้อและเสพสุราหรือ บุหรี่ รวมทั้งเพื่อตรวจตราบังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้ให้มีผลอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างแท้จริง 


ใน การตรวจตราหากพบห้างร้านค้าใดกระทำผิดกฎหมาย ก็จะเชิญผู้จัดการร้านค้าที่เป็นจุดเป้าหมายที่จำหน่ายสุราและบุหรี่ให้กับ เด็กหรือเยาวชนมาเจรจา เพื่อทำการว่ากล่าวตักเตือนในครั้งแรก ต่อหน้าสื่อมวลชน และขอให้ห้างดังกล่าวสั่งห้ามสาขาไม่ให้จำหน่ายสุราและบุหรี่แก่เด็กและ เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี อย่างเป็นระบบและหากยังจำหน่ายสุราและบุหรี่ให้กับเด็กและเยาวชนอีกในครั้ง 

ต่อไปคณะทำงานจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนพร้อมพยานหลักฐานในการดำเนินคดี 
3. วัตถุประสงค์
3.1 เพื่อเป็นการป้องปรามและรณรงค์ไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงบุหรี่หรือสุรา อันเป็นต้นเหตุของความประพฤติที่เสียหายและการกระทำความความผิดต่าง ๆ หรือเข้าถึงได้ยากขึ้น
3.2 เพื่อสร้างความตื่นตัวและตระหนักของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ผู้ประกอบการที่กี่ยวข้องกับการจำหน่ายสุราหรือบุหรี่ให้แก่เด็กและ เยาวชน เด็กและเยาวชน และประชาชนทั่วไป
3.3 เพื่อให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 คุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนอย่างในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

4. สถานที่ดำเนินโครงการเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ

5. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
5.1 ร้านค้าทั่วไป เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้รับความรู้เรื่องกฎหมายการห้ามจำหน่ายสุราและบุหรี่แก่เด็กและเยาวชนอายุ ต่ำกว่า 18 ปี อย่างแพร่หลายและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
5.2 ผู้ประกอบการร้านค้าขนาดใหญ่และร้านค้าที่มีสาขาจำนวนมาก รวมถึงร้านค้าทั่วไปมีความตื่นตัวและตระหนักต่อการห้ามจำหน่ายสุราและบุหรี่ แก่เด็กอันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2548
5.3 มีการบังคับใช้กฎหมายห้ามขายสุราและบุหรี่แก่เด็กอย่างยั่งยืน
5.4 ลดจำนวนเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดเนื่องจากดื่มสุราและที่กระทำผิดเพื่อหา เงินไปซื้อสุรา
5.5 ลดจำนวนเด็กและเยาวชนที่เสพสุราและบุหรี่
5.6 ป้องกันเด็กกลุ่มเสี่ยงไม่ให้เสพสุราและบุหรี่

ที่มาข้อมูล: กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน                                                               
 
                                                           ******************************

วันที่เผยแพร่ :

วันพฤหัสบดี, 17 ตุลาคม 2013