สำนักงานยุติธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา
www.jpo.moj.go.th/chachoengsao

 

พระเจ้าหลานเธอพัชรกิติยาภา ทรงสืบสานพระปณิธานในการใช้กฎหมายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นธรรม

พระเจ้าหลานเธอพัชรกิติยาภา ทรงสืบสานพระปณิธานในการใช้กฎหมายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นธรรม
วันที่ 4 กันยายน 2556

 

                                     พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา 

                ...... ทรงสืบสานพระปณิธานในการใช้กฎหมายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นธรรม

                                                                                                                                                                เตือนใจ เจริญพงษ์

พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา   ทรงสนพระทัยในวิชากฎหมาย  และทรงศึกษาเข้าสาขาวิชากฎหมายทั้งมหาวิทยาลัยในประเทศไทย  และต่างประเทศ จากนั้นทรงศึกษากฎหมายในชั้นเนติบัณฑิต  จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นโรงเรียนกฎหมายสูงสุดของประเทศไทย

เนติบัณฑิตยสภาได้ก่อตั้งขึ้นจากพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   รัชกาลที่  ๕  ในการจะเลิกกงสุลที่มีส่วนลิดรอนเอกราชทางศาลมาแต่เดิม   ต่อจากนั้นพระบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์  พระบิดาแห่งกฎหมายไทย  ยังทรงเป็นกำลังสำคัญในการตั้งโรงเรียนกฎหมายและส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้า   และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ราชกาลที่  ๖  ทรงตั้งสภานิติศึกษาขึ้นโดยมีหน้าที่จัดการเรื่องโรงเรียนกฎหมายโดยเฉพาะ  ซึ่งโรงเรียนกฎหมายแห่งนี้ได้วิวัฒนาการมาเป็นสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณทิตยสภาในปัจจุบัน  เนติบัณฑิตยสภาถือเป็นสถาบันที่มีการจัดการเรียนการสอนด้านกฎหมายที่มีมาตรฐานและมีการจัดอบรมหลักสูตรภาคจริยธรรม  ศีลธรรม  และคุณธรรมแห่งวิชาชีพที่มุ่งเน้นในการพัฒนาบุคลากรทางด้านกฎหมายเพื่อผดุงความยุติธรรมแก่สังคม  นำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติต่อไป                                                                                                                    

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร  ซึ่งพระราชทานกำลังใจและความห่วงใยในพระธิดามาตลอดมา  ประกอบกับการที่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา  ทรงเอาพระทัยใส่ต่อการศึกษาด้วยพระวิริยะอุตสาหะ  และพระปณิธานอย่างแน่วแน่ทำให้ประกฎผลการเรียนเป็นที่พอใจของคณาจารย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตลอด  จนกระทั่งทรงสำเร็จการศึกษาเป็นที่ชื่นชมโสมนัสในพระปรีชาสามารถของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า

และเมื่อวันพฤหัสบดีที่  ๙  มกราคม  ๒๕๕๖  พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา  ได้เสด็จเข้าร่วมเสวนาทางวิชาการ  เรื่อง  “การช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ต้องหาและจำเลย  :  การสร้างความเสมอภาคและความยุติธรรมในระบบการดำเนินคดีอาญาของไทย”  จัดโดยเนติบัณฑิตยสภาร่วมกับกระทรวงยุติธรรม  และโครงการพัฒนาระบบกฎหมายไทย  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  (สกว.)  ตลอดการเสวนาในหัวข้อดังกล่าวทรงสนพระทัยในปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไทย  ซึ่งระบุระบบการดำเนินคดีที่รวดเร็ว  และมีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของกระบวนการยุติธรรม  แต่ระบบการดำเนินคดีอาญาของไทยยังมีปัญหาอยู่มากทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการค้นหาความจริง   ความล่าช้า  และการละเมิดสิทธิของบุคคลเกินสมควร  ซึ่งในการปรับปรุงระบบการดำเนินคดีให้มีประสิทธิภาพนั้น  นอกจากจะต้องส่งเสริมให้มีมาตรการในการลดปริมาณคดีที่จะเข้าสู่ระบบงานยุติธรรม  มีมาตรการในการกลั่นกรองคดีก่อนเข้าสู้ระบบศาลมาใช้ให้มากขึ้น  ปรับปรุงให้การสอบสวนคดีอาญามีหน่วยงานที่มีความเป็นกลาง  อิสระ  และเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ  พัฒนางานด้านนิติวิทยาศาสตร์  และจำกัดคดีที่เกิดขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูงให้เหลือเท่าที่จำเป็น   และจัดให้มีระบบการขอความร่วมมือระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพ  ซึ่งหากการจัดระบบการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในคดีอาญาให้มีคุณภาพมากขึ้น  ก็เป็นมาตรการสำคัญยิ่งประการหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาระบบการดำเนินคดีอาญาของไทยให้สามารถสร้างความเป็นธรรมแก่สังคมและประชาชนผู้รับบริการในฐานะผู้ต้องหาและจำเลยได้อย่างมีมนุษยธรรมยิ่งขึ้น

เนื่องจากการดำเนินคดีอาญาเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่บุคคลธรรมดาที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายไม่สามารถเข้าใจและต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเองได้  ความช่วยเหลือทางกฎหมายจากรัฐแก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจน  จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึ่งถึงการดำเนินคดีอาญาของไทยมีรูปแบบของการต่อสู้คดีระหว่างโจทก์และจำเลย  (adversary  system)  มีปริมาณมาก  และฝ่ายโจทก์ส่วนใหญ่คือรัฐ  ซึ่งประกอบด้วย   ตำรวจและอัยการ  ซึ่งมีความชำนาญในการสืบส่วนและดำเนินคดีอยู่แล้ว  ในขณะที่ผู้ต้องหาและจำเลยเป็นประชาชนธรรมดา  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐  จึงได้กำหนดให้ผู้ต้องหาและจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากทนายความ  โดยรัฐจัดหาให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม  แต่การดำเนินการเพื่อบรรลุถึงแนวทางที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ดังกล่าว  จำเป็นต้องมีการจัดระบบการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่เหมาะสมไว้รองรับเพื่อให้การให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงแล้วมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้  เนื่องจากระบบการดำเนินคดีอาญาของประเทศไทยเป็นระบบผสม  ซึ่งมีทั้งลักษณะของระบบ  Common  Law  ที่มีรูปแบบของการดำเนินคดีแบบระบบปฏิปักษ์  (adversary  system)  ที่มีปรัชญาพื้นฐานว่า  ความในคดีจะปรากฏจากการต่อสู้คดีอย่างยุติธรรมระหว่างคู่ความที่มีความสามารถในการต่อสู้คดีเสมอกันต่อหน้ากรรมการที่เป็นกลาง  และระบบ  Civil  Law  ที่มีปรัชญาพื้นฐานของการค้นหาความจริง  โดยองค์กรของรัฐคือ  ตำรวจ  อัยการ   ศาล  ต่างมีบทบาทในการค้นหาความจริง  โดยมีระบบถ่วงดุลย์อำนาจระหว่างกันอย่างเหมาะสม  ด้วยเหตุนี้ประเด็นเรื่องบทบาทของทนายความในคดีอาญา  ซึ่งระบบกฎหมายทั้งสองมีความแตกต่างกันอยู่เป็นอย่างมาก  จึงเป็นเรื่องที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรม  จำเป็นต้องศึกษาประสบการณ์ของประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายทั้งสองระบบดังกล่าวเพื่อวางแผนการที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยต่อไป  ซึ่งเป็นความปลื้มปิติอย่างหาที่สุดมิได้ของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในครั้งนี้  อาทิ  นายอรรถนิติ  ดิษฐอำนาจ  ประธานศาลฎีกา   นายสุพล  พันธุมโน  อุปนายกเนติบัณฑิตนสภา   ดร.กิตติพงษ์  กิตยารักษ์  อธิบดีกรมคุมประพฤติ   ศาสตราจารย์พิเศษ  จรัญ  ภักดีธนากุล  เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา   พล.ต.อ.ดรุณ  โสตถิพันธุ์  ประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์  เนติบัณฑิตยสภา  นายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์  ปลัดกระทรวงยุติธรรม   ศาสตราจารย์พิเศษสมชาย  พงษธา  เลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา  เป็นต้น

เมื่อวันที่  ๑๓  ตุลาคม ๒๕๕๖  พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา  ได้เสด็จ  ณ  สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน   หรือเรียกโดยย่อว่า “สคช”  สำนักงานอัยการสูงสุด  เพื่อทรงศึกษาดูงานในเรื่องการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน  ทรงสนพระทัยเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างยิ่ง  โดยมีนายเรวัติ  ฉ่ำเฉลิม  อัยการสูงสุด  นายกุลพล  พลวัน  อธิบดีฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย  และพนักงานอัยการ  ถวายการต้อนรับในครั้งนั้น  ซึ่งได้ซักถามการทำงานของพนักงานอัยการในการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในส่วนกลาง  แลภูมิภาค  ที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  การคุ้มสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน  การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายการเผยแพร่ความรู้ทางด้านสิทธิมนุษยชน  และความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน  อันประกอบด้วย

การคุ้มครองสิทธิ   พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน  อาทิ  

การยื่นคำร้องต่อศาลในฐานะเป็นพนักงานอัยการเพื่อให้ศาลมีคำสั่งอันเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน  เช่น  การถูกคุมขังโดยไม่ชอบ  การใช้กฎหมายที่ออกมาภายหลังและเป็นคุณต่อผู้กระทำผิด การตรวจสอบสมาคม มูลนิธิที่กระทำผิดต่อกฎหมาย การตั้งผู้ปกครองให้แก่เด็กการจัดตั้งผู้จัดการมรดก  ฯลฯ

การช่วยเหลือทากฎหมายแก่ประชาชนผู้ยากไร้   ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  มาตรา ๒๔๒ ซึ่งบัญญัติว่า

มาตรา  ๒๔๒  ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ตามกฎหมายบัญญัติ  ในกรณีที่ผู้ถูกควบคุม  หรือคุมขังไม่อาจหาทนายความให้โดยเร็ว

ในคดีแพ่งบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

สำหรับเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือทางกฎหมายนั้นเป็นทนายอาสาที่ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติทนายความ  พ.ศ.  ๒๕๒๘  แล้วอาสมัครใจอาสาทำงานให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้  กับสำนักงานอัยการสูงสุด   ทั้งนี้  โดยไม่ได้รับเงินประจำเดือนแต่จะได้รับค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยจากทางราชการในการไปดำเนินคดีแต่ละครั้ง  ซึ่งนับเป็นการอุทิศตนเพื่อนสังคมอย่างน่าสรรเสริญยิ่ง  และสำนักงานอัยการสูงสุดมีระเบียบการรับสมัครการควบคุมดูแลตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความอาสาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด  และรัดกุม  เพื่อดำเนินงานเป็นไปโดยถูกต้องรวดเร็ว  และอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างแท้จริง  และมีมาตรการลงโทษทางวินัย  หากทนายความอาสาผุ้ประพฤติมิชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง

การช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ  จากประชาชนผู้ยากไร้ที่มาขอรับความช่วยเหลือ  ถือเป็นสวัสดิการสังคมอย่างหนึ่งที่รัฐให้กับประชาชน  และบริการทั่วประเทศโดยมีทนายความอาสาประจำอยู่ทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาค

การประนอมข้อพิพาท

                การประนอมข้อพิพาทเป็นงานส่วนหนึ่งที่สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน  สำนักงานอัยการสูงสุด  ได้ดำเนินการอู่ทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี  พ.ศ.  ๒๕๒๕  และได้ผลดีทั้งการประนอมข้อพิพาทในคดีแพ่งและคดีอาญาที่สามารถยอมความกันได้

                อนึ่งรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนในชนบทใช้ระบบอนุญาโตตุลาการเพื่อระงับข้อพิพาททางแพ่งในท้องถิ่น  ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ  พ.ศ.  ๒๕๔๕  ให้มากขึ้นเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาล  และสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างสันติในสังคมรัฐบาล  จึงมอบหมายให้  สคช.  ดำเนินการฝึกอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนในท้องถิ่นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในการระงับข้อพิพาททางกฎหมายดังกล่าวและนำความรู้นั้นไปดำเนินการสนับสนุนให้แก่ประชาชนใช้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ให้มากขึ้น

การให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน

                ปัจจุบันประชาชนผู้ยากไร้มักขาดความรู้ทางกฎหมายทำให้กระทำผิดอาญาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ต้องถูฟ้องดำเนินคดีในศาลและศาลพิพากษาลงโทษกลายเป็นคนเป็นคนมลทินติดตัวไปตลอดชีวิต   และในทางแพ่งประชาชนผู้ไร้ยากมักจะตกเป็นเหยื่อของผู้มีความรู้ทางกฎหมายดีกว่าหรือมีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมดีกว่า  ต้องทำนิติกรรมสัญญาในลักษณะถูกหลอกลวงหรือในลักษณะจำยอมในลักษณะเสียเปรียบทางกฎหมายอยู่จำนวนมาก  ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม  มาตรสำคัญที่จะช่วยคุ้มครองผู้ยากไร้ดังกล่าวก็คือ  รัฐบาลจึงมอบหมายให้  สคช.  ดำเนินการให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้นแก่บุคคลเหล่านั้นเพื่อทราบถึงสิทธิและเสรีภาพในทางอาญา  และสิทธิหน้าที่ต่างๆ  ของผู้ที่ทำนิติกรรมสัญญาในทางแพ่งอันจะช่วยป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดอาญาโดยง่าย  และมิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบในทางแพ่งโดยง่ายด้วยเช่นกันปัจจุบันได้ดำเนินการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายในชนบททั่วประเทศ

                จากการที่ทรงสนพระทัยทั้งในเรื่อง  การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  และการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน  และเรื่อง  “การช่วยเหลือทากฎหมายแก่ผู้ต้องหาและจำเลย : การสร้างความเสมอภาค  และความยุติธรรมในระบบ  การดำเนินคดีอาญาของไทย”  ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย  จึงนับว่าพระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา  ทรงมีส่วนก่อให้เกิดแรงบันดาลใจอันสำคัญแก่บุคคลในวงการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในการร่วมแรงร่วมใจกันผดุงรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย  อันจะก่อให้เกิดความเป็นธรรม  ร่มเย็น  เป็นสุขของประชาชนชาวไทย  อีกทั้งยังทรงสืบสานพระปณิธานในการใช้กฎหมายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นธรรมในสังคม  ดั่งพระราชวงศ์ชั้นสูง  อาทิ  หม่อมราชวงศ์อดุลยกิติ์  กิติยากร  พระอัยกา  ได้ทรงบำเพ็ญในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลเด็กและเยาวชนมาแล้ว  เป็นต้น

* บทความเรื่องนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารเนติบัณฑิตยสภา ฉบับพิเศษ เนื่องในวันพระราชทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิต สมัยที่๕๗ ปีการศึกษา ๒๕๔๗ 

วันที่เผยแพร่ :

วันพฤหัสบดี, 17 ตุลาคม 2013