สำนักงานยุติธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา
www.jpo.moj.go.th/chachoengsao

 

พระราชินีทรงห่วงใยราษฎร

พระราชินีทรงห่วงใยราษฎร
วันที่ 12 สิงหาคม 2556

                                                                     

                                                                   พระราชินีทรงห่วงใยราษฎร

                                                                                                                                             เตือนใจ เจริญพงษ์

                ชาวไทยต่างปลื้มปิติเป็นล้นพ้นในโอกาสมหามงคล ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 76พรรษา และพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีพระราชินี ซึ่งได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันใหญ่หลวงนานัปการ เคียงคู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระวิริยะอุตสาหะ เสด็จพระราชดำเนินไปดูแลทุกข์ สุขของราษฎร ทั่วพระราชอาณาจักร โดยเฉพาะในถิ่นชนบททุรกันดาร ทรงส่งเสริมทนุบำรุงประเทศชาติ และประชาชนทุกด้าน รวมทั้งทรงพระราชดำริริเริ่มโครงการเผยแพร่ช่วยเหลือราษฎรไว้หลากหลาย พระราชจริยวัตรอันงดงามเป็นที่ประจักษ์และซาบซึ้งแก่ปวงพสกนิกร พระกิตติคุณซึ่งแผ่ไพศาลทั้งในประเทศและขจรขจายกว้างไกลไปถึงนานาประเทศ
              เนื่องจากพระองค์ต้องทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระราชินี ตั้งแต่พระชนพรรษาได้ 17 พรรษา ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงฝักใฝ่ศึกษาความรู้ตลอดเวลา ทรงยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงเป็นครูผู้คอยแนะนำสั่งสอนวิธีปฏิบัติพระองค์เป็นพระราชินีที่ดี
สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ได้ถวายพระธรรมเทศนา ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ว่า 

            “…สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้ทรงเสริมส่งประเทยไทยให้งดงาม ปรากฏกว้างไกล แม้ถึงในประเทศห่างไกลทั้งหลาย ทรงเป็นที่ภูมิใจเป็นล้นพ้นของผู้คนทั่วหน้าภายใต้พระบารมี ... ”


               หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็นธิดาองค์ใหญ่ของ พลเอกพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นจันทบุรี(หม่อมเจ้านักขัตรมงคลกิตยากร) พระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ หม่อมหลวงบัว กิตยากร เมื่อครั้งทรงเป็นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาเอกอัครราชทูต ได้ตามเสด็จพระบิดาไปทรงศึกษาในต่างประเทศ ตั้งแต่พระชนมพรรษา 13 พรรษา เมื่อเสด็จกลับมาประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ในฐานะพระคู่หมั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระชนมพรรษาเพียง 17 พรรษา และมีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส 

ต่อมาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ เป็นสมเด็จพระราชินี และในวันที่ 5 พฤษภาคม ของปีเดียวกัน ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเฉลิมพระ ปรมาภิไธยว่า “ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระยศสมเด็จพระราชินีเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี และพ.ศ. 2499  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งต่อมาทรงเฉลิมพระยศเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ อันเป็นพระเกียรติยศสูงสุดของสมเด็จพระบรมราชินีแห่งประเทศไทย 

               สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระราชหฤทัยด้านการศึกษา ทรงยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ปัญญาทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาที่พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเอนกอนันต์ อาทิ ทรงส่งเสริมการศึกษาในระบบ โรงเรียน การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการศึกษาตลอดชีวิต แก่พสกนิกรทั่วไป โดยเฉพาะประชาชนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาที่มีฐานะยากจนหรือในท้องถิ่นธุร กันดาร นอกจากนี้พระองค์ทรงมีพระอุปนิสัยรักการอ่านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ่ายทอดมายังพระราชโอรส พระราชธิดาทุกพระองค์ ทรงโปรดอ่านและโปรดการเป็นครูด้วย 

              สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “สมเด็จแม่กับการศึกษา” ว่า
“ ...สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถโปรดการเป็นครูและนักเรียนกับเด็กที่บ้านทรงมีวิธีการสอนที่ สนุก เด็ก ๆ ในบ้านชอบเป็นลูกศิษย์ของพระองค์แม้มิได้ทรงศึกษาด้านการศึกษาโดยตรง แต่พระราชดำริที่พระราชทานเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาต่าง ๆ ล้วนแสดงถึงพระปรีชาญาณด้านการจัดการศึกษาของชาติทั้งสิ้น ...” 

              พระองค์ทรงโปรดการอ่านหนังสือต่าง ๆ เป็นประจำทุกวัน ทำให้ทราบถึงความทุกข์ยากของราษฎร นอกเหนือจากการที่ทรงพบเห็นด้วยพระองค์เอง ยามใดที่มีข่าวคราวของผู้ประสบเคราะห์กรรมไม่ว่าจะเจ็บป่วย หรือทุกข์ใดก็ตาม จะเห็นปรากฏในข่าวว่าเสมอมาว่า สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลือแก่บุคคลนั้นแล้ว 

             พระแม่เจ้าของชาวไทยทรงเป็นแม่แบบนิยมไทยให้ประชาชนใช้หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ ศิลปาชีพ จนเป็นที่นิยมของคนไทย และชาวต่างประเทศอย่างรวดเร็วจวบจนถึงทุกวันนี้ โดยพระองค์ทรงวางแผนการศึกษาด้านศิลปาชีพอย่างครบวงจร ทรงโปรดให้ชาวบ้านในชุมชนเดียวกันหรือชุมชนใกล้เคียงเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ด้านหัตถกรรมทั้งหลายแก่ลูกหลาน เช่น งานทอผ้าไหม ผ้าไหมแพรวา ผ้าฝ้ายลวดลายดั้งเดิม ผ้ามัดหมี่ งานจักสาน ย่านลิเภา ไม้ไผ่ และหวาย หรือแม้กระทั่งงานหัตกรรมที่ชาวบ้านไม่เคยเรียนรู้มาก่อน เช่น การปั้นตุ๊กตาไทย งานหัตถกรรมที่ต้องใช้ความสามารถและความอดทนสูง เช่น งานเครื่องเงินเครื่องทอง งานครั่ง งานถมเงินถมทอง ทรงพระราชทานคำแนะนำในการพัฒนางานให้สวยงามสมบูรณ์ ทรงหาตลาดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และทรงรับซื้อด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ลทำให้ราษฎรในท้องถิ่นมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างช่างฝีมือที่ชำนาญในงานศิลปะไทยหลายแขนง รวมทั้งการการอนุรักษ์ศิลปะโบราณที่เกือบจะสูญหายไปแล้ว

             สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงยกย่องความสามารถของชาวนาชาวไร่ด้วยความภาคภูมิพระราชหฤทัย ว่า “… คนไทยแต่ละคนแต่ละภาค ต่างก็มีฝีมือและความสามารถพร้อมจะพัฒนาชาติให้เจริญรุ่งเรือง ข้าพเจ้าได้ประจักษ์แล้วในฝีมือของคนไทย ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าปราบปลื้มและมีกำลังใจเพิ่มขึ้นในการปฏิบัติงาน... ”

             สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถทรงตระหนักดีว่า ในยุคโลกไร้พรมแดน ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างชาตินับวันจะยิ่งเข้มข้นมากขึ้น คนไทยจึงต้องร่วมมือกันทำนุบำรุงวัฒนธรรมของชาติไทยที่สืบทอดมาแต่อดีตมิให้ ถูกกลืนไปกับกระแสวัฒนธรรมที่ผสมผสานของนานาชาติจนมิเหลือเอกลักษณ์ของไทย อันใดไว้เลย ดังนั้นจึงทรงนำเรื่องของดนตรีและนาฏศิลป์เป็นสื่อให้คนไทยเกิดความภูมิใจใน วัฒนธรรมไทยและมีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ปรากฏ ทรงส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติในทุก ๆ มิติ

              เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2547 ระหว่างเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถทรงทราบความเดือดร้อนของชาวสวนใน 3 จังหวัดภาคใต้ว่า ไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ มีผลไม้เน่าเสียเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อรายได้หลักอย่างเดียวในการดำรงชีพ โดยเฉพาะชาวสวนลองกอง จึงทรงหาทางช่วยเหลือแก้ไขอย่างทันท่วงที โดยมีพระราชเสาวนีย์ให้ข้าราชบริพารออกไปรับซื้อลองกองถึงสวนของชาวบ้าน และให้ประสานงานกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่โดยให้ราคา เท่ากับราคาลองกองชนิดคุณภาพดีที่ชาวสวนเคยขายได้ ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนไปได้ส่วนหนึ่ง 

               อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญมากเช่นกัน คือ พระองค์มีพระราชดำริให้จัดสร้างโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และฟาร์มตัวอย่างขึ้นที่บ้านรอตันบาตู ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เพื่อช่วยเหลือครอบครัวราษฎรที่เสียชีวิตจากความไม่สงบ ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มาจากหลายอาชีพ ทั้ง ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พลเรือน และราษฎร จึงมีผลทำให้ครอบครัวดังกล่าวไม่มีราย ประสบความเดือดร้อน พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างบ้านพักให้แก่ราษฎร จำนวน 150 หลัง พร้อมพื้นที่ทำกินตามโครงการเศรษฐกิจพอเพียงครัวเรือนละ 2 ไร่หมู่บ้านดังกล่าวมีผู้เรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการในระยะแรกว่า “ หมู่บ้านแม่ม่าย ” 

               นางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ทำให้ไร่นาของราษฎรเสียหาย สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำรัสถามราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับ เสด็จ ทำให้ทรงทราบว่าราษฎรในชนบทจำนวนมากยากจน มีรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ ไม่สามารถที่จะหารายได้เพิ่ม ไม่เห็นหนทางที่จะแก้ไขความเดือดร้อนของตนเองทั้งยังขาดแคลนสาธารณสุขพื้น ฐานต่าง ๆจึงมีพระราชดำริที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น 

ซึ่งปรากฏในคำบอกเล่าของดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอัน เนื่องมาจากพระราชดำริ ( กปร.) ซึ่งกล่าวในการอภิปรายเรื่อง “ สมเด็จฯ ของเรา ” ณ คณะแพทย์ศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2531 และได้เชิญพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ตอนหนึ่งว่า

      “...พระเจ้าอยู่หัวและข้าพเจ้าไม่ได้พึงพอใจกับเพียงแต่เยี่ยมเยียนราษฎร หรือทำแต่สิ่งที่เคยทำเป็นประเพณี เราต้องพยายามให้ดีกว่านั้น เราต้องช่วยรัฐบาลส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นเพราะเราเป็น ประเทศด้อยพัฒนา ดังนั้นการที่เพียงแค่ไปเยี่ยมเยียนราษฎรเพราะเป็นหน้าที่ของ พระประมุขของประเทศที่จะต้องทำตามประเพณีนั้น เป็นเรื่องไร้สาระ หากเราไม่สามารถมีส่วนร่วม ในการบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนแล้ว เราต้องถือว่าการเป็นประมุขประสบความล้มเหลว...”

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงความรักและความห่วงใยในราษฎรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่ง เป็นบรรยากาศระหว่างเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรว่า 

“ …ถ้าราษฎรที่ไหนทรงเห็นว่ายากจนจะลงประทับรับสั่ง เป็นกฎของท่านรัชกาลนี้ บอกว่าไม่ให้ยืนค้ำราษฎร ให้นั่งพูดกับเขา มันดูค่อยอบอุ่นหน่อย ดูเป็นครอบครัว และ พระเจ้าอยู่หัวไม่ยอมให้ไปยืนค้ำหัวพูดกับราษฎร ถ้ายิ่งเป็นเวลานานท่านต้องการให้นั่งลงพูดกับเขา... ”


              นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงริเริ่มโครงการอีกหลายโครงการเพื่อช่วยราษฎรของพระองค์ให้อยู่ดี กินดี โดยทรงวางระบบการให้ความช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตที่เป็นแก่นของปัญหาอย่าง แท้จริง ได้แก่ 

   “ โครงการธนาคารอาหารชุมชน ” ที่บ้านนาป่าแปก ตำบลหมอกจำแป๋ อำเภอแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร และทรงงานในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในปี พ.ศ.2543 โดยมีพระราชดำริให้ส่วนราชการจังหวัด แม่ฮ่องสอน จัดทำโครงการนี้ เพื่อผลิตอาหารให้เพียงพอต่อการบริโภค และทำให้คนอยู่กับป่าได้มีพระราชดำรัสอยู่เสมอว่า คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้โดยคนต้องไม่ทำลายป่า ซึ่งหน่วยราชการต้องให้ความรู้แก่ชาวนาว่า เขาจะใช้ชีวิตอยู่ในป่าได้อย่างไร 

             นอกจาก โครงการธนาคารอาหารชุมชน แล้วยังทรงมีพระราชดำริว่า โครงการนี้ “ น้ำ ” มีความสำคัญที่สุด แต่น้ำจะอุดมสมบูรณ์ได้ต้องอาศัย “ ป่า ” ที่อุดมสมบูรณ์เพื่อเก็บกักน้ำนั่นเอง จึงทรงพยายามให้ความรู้แก่ชาวบ้านว่าต้องช่วยกันรักษาป่าเพื่อรักษาน้ำ มีคนสงสัยว่า ทำไมจึงสอนให้รักป่า โดยการรักษาป่าไว้เพราะป่าเป็นเสมือนน้ำเลี้ยงแผ่นดิน เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านเป็นแหล่งพืชที่สำคัญนานัปการ เช่น สมุนไพรต่างๆ เป็นต้น 

                สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทุ่มเทพระวิริยะอุตสาหะ และพระราชทรัพย์ส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร เพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวเกษตรกรที่ประสบปัญหาในการ เพาะปลูก และเกษตรกรที่ว่างจากฤดูทำนาให้มีงานทำอยู่กับบ้าน โดยอาศัยวัสดุ ในท้องถิ่น ซึ่งมีผลให้ราษฎรไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานของตนเข้าไปรับจ้างทำงานในเมืองใหญ่ ก่อให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดในระยะยาว ดังพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2535 ว่า

      “ ...การที่ข้าพเจ้าเริ่มงานศิลปะชีพขึ้นนั้น ข้าพเจ้าตั้งใจจะสรรหาอาชีพให้ชาวนาที่ยากจนเลี้ยงตนเองได้เป็นเบื้องต้น ทั้งนี้เนื่องจากข้าพเจ้าได้มีโอกาสตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไป เยี่ยมราษฎรตามชนบทมาหลายสิบปี ได้พบว่าราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนา ชาวไร่ ที่ต้องทำงานหนักและต้องเผชิญ อุปสรรค จากภัยธรรมชาติมากมาย เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม ศัตรูพืชระบาด เป็นต้น... ” 

               นอก จากนี้ ยังทรงเล่าเรื่องของศิลปาชีพ พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ความตอนหนึ่งว่า

          “ …ทุกครั้งที่เมืองไทยเกิดน้ำท่วมหรือเกิดภัยพิบัติอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำของพระราชทานไปช่วยเหลือราษฎร มักเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคแล้วก็รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าซึ่งไม่สำคัญ ช่วยเขาไม่ได้จริง ๆ ไม่เพียงพอ ทรงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือทำให้เขามีหวังที่จะอยู่ดีกินดีขึ้น ลูกหลานได้เข้าโรงเรียน ได้เรียนหนังสือ ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลได้พยายามส่งเสริมอยู่แล้ว เขาเพิ่มโรงเรียนขึ้นอย่างสม่ำเสมอและชาวนาชาวไร่บอกว่า เขาส่งให้ลูกไปเรียนหนังสือ ไปเข้าโรงเรียนไม่ได้ เพราะต้องอาศัยลูกเป็นกำลังช่วยทำมาหากิน ดังนั้นจะพบเด็กที่อยู่ในวัยเรียนแล้วไม่ได้เรียนหนังสืออีกมาก ส่วนมากก็ได้จบ ป.4ซึ่งก็น่าเป็นห่วง ด้วยเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมให้แก่ครอบครัวชาวนาชาวไร่ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงหาแหล่งน้ำ ให้การทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติต่อบ้านเมือง ทรงพระราชดำเนินไปดูตามไร่ของเขาต่าง ๆ ทรงคิดว่านี่เป็นการให้กำลังใจ และที่ทรงให้ข้าพเจ้าดูแลพวกครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ…” 

นายสหัส บุญญาวิวัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวังฝ่ายกิจกรรมพิเศษเล่าในที่เสวนาเรื่อง “ ตามรอยศิลปาชีพ ” ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2545 ความตอนหนึ่งว่า

         “ …สมเด็จ ฯ ท่านมีสวนป่าพระนามาภิไธยที่แม่แจ่ม เสด็จฯ ครั้งแรกป่าไม้กราบทูลว่า ชาวบ้านชอบเผาป่า ชาวบ้านบอกว่า เผาป่าสิเห็ดเผาะขึ้น แต่เผาป่านี่ลูกไม้ตายหมด ทรงขอให้เลิก ให้ศิลปาชีพเข้าไปช่วย ชาวบ้านเชื่อ ไม่เผาป่า ป่าไม้ตกใจว่าเขาเชื่อ ทำงานมา 10 ปี ไม่สามารถให้ชาวบ้านเชื่อได้ ปรากฏว่าเห็ดเผาะไม่เกิดขึ้นจริง ๆ ชาวบ้านจะเอาอะไรกิน หลังจากนั้นมีเห็ดอื่นเกิดขึ้น มีมูลค่ามากกว่าเห็ดเผาะ 4 – 5 เท่า ป่าไม้กราบทูลว่า ‘ บ้านนี้น่ารัก เชื่อท่าน ... ’ 


              สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งปวงเพื่อพสกนิกร ชาวไทยและประเทศไทย ด้วยทรงมีความรักชาติ ทรงมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และทรงมีความมุ่งมั่นที่จะทดแทนพระคุณของแผ่นดินที่บรรพบุรุษไทยด้สละชีวิต รักษาไว้ ทรงเป็นแบบอย่างที่สำคัญของผู้อุทิศตนเพื่อชาติ จึงควรที่อนุชนจักดำเนินตามรอยพระยุคลบาทสืบไป
                                       .

                                 ..............................................................................................

 

วันที่เผยแพร่ :

วันพฤหัสบดี, 17 ตุลาคม 2013