สำนักงานยุติธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา
www.jpo.moj.go.th/chachoengsao

 

พระมหากษัตริย์

พระมหากษัตริย์ : ความเป็นธรรมในสังคม

โดย เตือนใจ เจริญพงษ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ทรงพระวิริยะอุตสาหะ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของอาณาประชาราษฎร์ ทำให้ประชาชนต่างซาบซึ้ง และทุกคนหวังพึ่งได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบปัญหาทุกข์ร้อนของราษฎรในทุกๆเรื่อง เพราะพระองค์ได้เสด็จออกไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎร ได้ทอดพระเนตรเห็นความจริงต่างๆ รวมทั้งความเป็นอยู่ของราษฎร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์และการช่าง เมื่อสมเด็จพระบรมเชษฐาเสด็จสวรรคตจึงทรงเปลี่ยนมาเรียนวิชากฎหมายและการปกครอง เนื่องเพราะทรงศึกษาเพื่อให้รู้ในเรื่องกฎหมาย รัฐธรรมนูญกฎหมายอาญา อาชญาวิทยา ทัณฑวิทยา และกฎหมายปกครอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงศึกษาวิชาทางกฎหมายมาพอสมควร

กล่าวคือ มิได้ทรงศึกษาเพื่อเป็นทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ หรือกรรมการกฤษฎีกา แต่ทรงศึกษากฎหมายเพื่อใช้กฎหมายที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนโดยทรงให้ความสำคัญกับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกฎหมายรวมทั้งหน่วยงานราชการต่างๆ

แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ว่า พระองค์ทรงมุ่งแก้ปัญหาต้นเหตุ คือการไม่รู้กฎหมายของประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยได้พระราชทานแนวทางแก้ไขแก่ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ให้เข้าไปช่วยเหลือเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนอย่างจริงจัง

ต่อมาเมื่อประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องทางกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตและ การประกอบอาชีพรวมถึงรับรู้และเข้าใจที่ทางราชการได้วางหลักเกณฑ์ต่างๆไว้ เมื่อเกิดเหตุที่ ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกฎข้อบังคับของกฎหมาย ก็จะเป็นไปโดยยุติธรรม และไม่ทำให้เกิดความเสียเปรียบระหว่างกัน ซึ่งปรากฏ ในพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระองค์เสมอมา

เช่น พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานวัน "นิติศาสตร์จุฬา" ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2512 ทรงเตือน นักกฎหมายและนักปกครอง ดังข้อความตอนหนึ่งว่า

"...กฎหมายกับความเป็นอยู่ที่เป็นจริงอาจขัดกัน และในกฎหมายก็มีช่องโหว่มิใช่น้อย เพราะเราปรับปรุงกฎหมายและการปกครองอย่างโดยอาศัยหลักการของต่างประเทศ โดยมิได้คำนึงถึงความเป็นอยู่ของประชาชนว่าที่ใดควรเป็นอย่างไร ร้ายกว่านั้นก็ไม่คำนึงถึงว่าการปกครองของทางราชการบางทีไปไม่ถึงประชาชนด้วยซ้ำ จึงทำให้ประชาชนต้องตั้งกฎหมายของตนเอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเลว เป็นแต่มีบางสิ่งบางอย่างขัดกับกฎหมายของบ้านเมือง..."

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้ให้เห็นถึงสาเหตุประการหนึ่งที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมคือบทบัญญัติของกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ดังความตอนหนึ่งว่า

"...แต่บังเอิญกฎหมายบอกว่าสงวนนั้นใครบุกรุกไม่ได้ เขาจึงเดือดร้อน ป่าสงวนนั้นเรา ขีดเส้นบนแผนที่ เจ้าหน้าที่จะไปถึงได้หรือไม่ก็ช่าง และส่วนมากก็ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ไป ดังนั้นราษฏรจะทราบได้อย่างไรว่าที่ที่เขามาอาศัยอยู่เป็นป่าสงวน....."

"...เป็นหน้าที่ของผู้รู้กฎหมายที่จะต้องไปทำความเข้าใจ คือ ไม่ใช่ไปกดขี่ให้ใช้กฎหมายโดยเข้มงวด แต่ไปทำให้ต่างฝ่ายเข้าใจว่าเราอยู่ร่วมประเทศเดียวกันต้องอยู่ด้วยกันด้วยความอะลุ้มอล่วยไม่ใช่กดขี่ซึ่งกันและกัน เมื่อไม่กี่วันมานี้ไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปพูดถึงคำว่าพอสมควรว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตยอธิบายว่าคนเรามีสิทธิเสรีภาพ แต่ถ้าใช้สิทธิเสรีภาพของแต่ละคนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ต้องมีพอสมควร เสรีภาพต้องมีจำกัดในสังคมหรือในประเทศ เสรีภาพของแต่ละคนจะต้องถูกจำกัดด้วยเสรีภาพของผู้อื่น จึงเห็นได้ว่า "พอสมควร" เป็นสิ่งที่สำคัญ

สำหรับนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ "พอสมควร" ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราจะปกครองหรือช่วยให้บ้านเมืองมีขื่อมีแป เราจะปฏิบัติตรงตามกฎหมายทั้งหมดไม่ได้ ...นักกฎหมายทั้งหลายรวมทั้ง นักกฎหมายในอนาคตด้วย จะต้องทราบว่ากฏหมายนั้นมีไว้สำหรับให้มีช่องโหว่ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าจะทำได้ตรงไปตรงมาตามตัวบท จำต้องใช้ความพินิจพิจารณาเสมอ...."

เรื่องของการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้รักษากฎหมายและการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นย้ำให้ผู้เกี่ยวข้องได้สำนึกอยู่เสมอ ดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงาน "วันรพี" เมื่อวันพุธที่ 27 มิถุนายน 2516 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งมีความบางตอนทรงเน้นถึงความสำคัญของกฎหมาย ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และหน้าที่ของผู้รักษากฎหมาย ดังมีความบางตอนว่า

"อันกฎหมายนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับบ้านเมือง เพราะว่าเป็นหลักของการเป็นอยู่ร่วมกันในชาติบ้านเมือง เพื่อให้การเป็นอยู่มีระเบียบเรียบร้อย และให้ทุกคนที่อยู่ในชาติได้สามารถที่จะมีชีวิตที่รุ่งเรืองโดยไม่เบียดเบียนกัน หน้าที่ของผู้ที่รักษากฎหมายและผู้ที่ปฏิบัติกฎหมายก็มีหลายด้าน ด้านแรกก็คือที่จะให้บุคคลต่างๆสามารถที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย และถ้ามีเหตุใดก็ทำให้ปฏิบัติการในทางกฎหมายเป็นไปโดยยุติธรรม ไม่ทำให้ผู้ใดเสียเปรียบได้เปรียบกันมากเกินไป ในด้านนี้ก็จะต้องให้ประชาชนทั้งหลายมีความรู้ในข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งท่านได้ทำบริการชี้แจง เรื่องกฎหมายแก่ประชาชนอยู่แล้ว นอกจากนี้จะต้องศึกษากฎหมายให้สามารถที่จะบริการประชาชนได้ดีที่สุด คือถ้ามีช่องโหว่หรือมีกฎหมายที่ไม่เหมาะสมแก่เหตุการณ์ ก็จะต้องพยายามที่จะศึกษาเพื่อที่จะให้ปรับปรุงให้ดีเราจะต้องพิจารณาในหลักว่า กฎหมายมีไว้สำหรับให้มีความ สงบสุขในบ้านเมือง มิใช่ว่า กฎหมายมีไว้สำหรับบังคับประชาชน"

แนวพระราชดำริที่ว่าการปกครองจะเกิดความเรียบร้อยและเป็นธรรมได้นั้น ต้องนำความรู้ไปให้ถึงประชาชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นย้ำเสมอว่า กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้ในการรักษาความยุติธรรม ไม่ควรถือว่ากฎหมายสำคัญกว่าความยุติธรรม นอกจากนี้ยังทรงให้ความสำคัญในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมของผู้มีหน้าที่ใช้กฎหมายเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะเรื่องของความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต้องปราศจากอคติ4 และมีอุดมคติ ศีลธรรม จรรยา ความสุจริต และมโนธรรม ประกอบกับความรู้ความสามารถด้วย ดังพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตาม หลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2520 ดังความตอนหนึ่งว่า

"...ท่านทั้งหลายศึกษาวิชากฎหมายมาได้ถึงเพียงนี้ย่อมเข้าใจได้ว่าต่างมีความตั้งใจที่จะประกอบการงานด้านกฎหมายเป็นหลักต่อไป กฎหมายไทยนั้นได้รับความเชื่อถือยกย่องทั่วไปในนานาประเทศ ว่าเป็นกฎหมายที่มีมาตรฐานสูง อำนวยความยุติธรรมและความเที่ยงตรงถูกต้องได้เป็นอย่างเยี่ยม ข้อนี้ นักกฎหมายไทยย่อมทราบและภาคภูมิใจอยู่ด้วยกันแล้ว แต่มีข้อเท็จจริงอยู่ ข้อหนึ่งว่ากฎหมายทั้งปวงจะธำรงความยุติธรรมและถูกต้องเที่ยงตรง หรือจะธำรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมอยู่ได้หรือไม่เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการใช้ คือถ้าใช้ให้ได้ถูกวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นๆ จริงแล้ว ก็จะทรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพอันสมบูรณ์ไว้ได้

แต่หากนำไปใช้ให้ผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์โดยการพลิกแพลงบิดพลิ้วให้ผันผวนไปด้วยความหลงผิดด้วยอคติหรือด้วยเจตนาอันไม่สุจริตต่างๆ กฎหมายก็เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพลงทันที และกลับกลายเป็นพิษเป็นภัยแก่ประชาชนอย่างใหญ่หลวง ผู้ที่ต้องการจะใช้กฎหมายสร้างสรรค์ความผาสุกสงบและความเป็นปึกแผ่นก้าวหน้าของประชาชนและบ้านเมือง

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาวัตถุประสงค์อันจริงแท้ของกฎหมายแต่ละฉบับไว้ให้แน่วแน่เสมอไป อย่างไม่มีข้อแม้ประการใดๆ พร้อมทั้งต้องรักษาอุดมคติ จรรยา ความสุจริต และมโนธรรมของ นักกฎหมายไว้โดยรอบคอบเคร่งครัด เสมอด้วยรักษาชีวิตของตนเองกฎหมายไทยจึงจะทรงคุณค่าอันสมบูรณ์บริบูรณ์ เป็นที่เชื่อถือยกย่องอยู่โดยตลอดได้ไม่ต้องกลายเป็นกฎหมายโบราณล้าสมัย ดังที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นในบางครั้งบางคราว"

บัญญัติ 10 ประการ สำหรับพระมหากษัตริย์ หรือที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม คือ อวิโรธนะ ได้แก่ ความไม่คลาดธรรม หมายถึง วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ ไม่มีความเอนเอียง ตั้งมั่นในธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมแห่งพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ทรงมีธรรมราชาอันเป็นหลักธรรมสำหรับพระมหากษัตริย์ทรงใช้ในการปกครองแผ่นดินให้ร่มเย็นเป็นสุข อีกทั้งพระองค์ทรงขจัดความทุกข์ยากของราษฎรของพระองค์ได้อย่างแท้จริง จนได้รับความจงรักภักดีอย่างแน่นแฟ้นจากชาวไทยและชาวต่างประเทศมาโดยตลอด

ข้อเขียนข้างต้นผู้เขียนได้เขียน และเผยแพร่ลงในวารสารคุ้มครองสิทธิ
ฉบับปฐมฤกษ์ กระทรวงยุติธรรม

วันที่เผยแพร่ :

วันพุธ, 16 ตุลาคม 2013