สำนักงานยุติธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา
www.jpo.moj.go.th/chachoengsao

 

พระผู้เป็นทรงเจ้าของแผ่นดิน

พระผู้เป็นทรงเจ้าของแผ่นดิน
วันที่ 11 สิงหาคม 2556

                                                                                         

                                                                                        พระผู้เป็นทรงเจ้าของแผ่นดิน

                                                                                                                                                                  เตือนใจ เจริญพงษ์

                                     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  ทรงได้รับพระราชทานนามจาก  พระสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า  “พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช”  ภูมิพล  แปลว่า พลังของแผ่นดิน  พระนามนี้เสมือนจะบ่งบอกเป็นในว่าในภายภาคหน้าพระองค์จะทรงมีความสำคัญต่อพสกนิกรชาวไทย และ  18 ต่อมาได้รับอัญเชิญให้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ไทย  ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 3 ใน  สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร  อดุลยเดชวิกรม  พระบรมราชชนก  (เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์)  กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  (สังวาล  ตะละภัฏ)  ทรงมีพระเชษฐาภคินี1 พระองค์  คือสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา  และทรงมีพระบรมเชษฐาธิราช  1 พระองค์  คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล  พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ด้านการศึกษาทรงเริ่มศึกษาวิชาสามัญชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี  กรุงเทพมหานคร ต่อมาทรงเข้าศึกษาชั้นประถมเพ่มเติมที่โรงเรียนเมียร์มองค์  เมืองโลซานน์  ประเทศสวิสเซอร์แลนด์  และศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนนูเวลล์  เดลลา  สวิสโรมางค์  (Novelle  de  la  Suisse  Romande) เมืองแซลลีซีร์  โลซานน์  ทรงเข้ารับการศึกษาระดับสูงที่มหาวิทยาลัยโลซานน์  (Lausanne)  ในแขนงสหวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์แต่ด้วยความจำเป็นที่ต้องรับพระชภาระเป็นพระมหากษัตริย์จึงทรงเปลี่ยนแนวการศึกษา  โดยศึกษาเพิ่มเติมวิชารัฐศาสตร์  รัฐประศาสนศาสตร์ 

  ......... เมื่อบรมราชาภิฌษกแล้วเปลี่ยนเป็น “อดุลยเดช”    

การปกครอง  กฎหมายและอักษรศาสตร์ซึ่งทรงมีพระปรีชาสามารถในภาษาต่างๆ  หลายภาษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์  องค์ที่ 9แห่งราชวงศ์จักรีตามกฎมณเฑียรบาล  เมื่อวันที่  9  มิถุนายน  2489  เฉลิมพระปรมาภิไธย  “พระสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มหิตลาธิเบศร  รามาธิบดี  จักรีนฤบดินทร  สยามมินทราธิราช  บรมนาถบพิตร”  โดยมีพระปฐมบรมราชโองการว่า  “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”  ทรงผนวชในพระบรมพุทธศาสนา  ณ  วันบวรนิเวศวิหารได้รับการถวาย  พระสมณฉายานามว่า  “ภูมิพล  ภิกขุ”  ทรงเข้ารับพิธีราชพิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์  กิติยากร  (ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  สถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ)  ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวม 4พระองค์ ได้แก่   ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาศิริวัฒนาพรรณวดี  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฏราชกุมาร  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมาร  และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์วลัยลักษณ์  อัครราชกุมารี

ในวโรกาสอันเป็นมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  78  พรรษา  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกษัตริย์ผู้เป็นองค์มหาราชา  แหงพสกนิกรของชาวไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงช่วยเหลือราษฎรในเรื่องต่างๆ  อย่างหาเหน็ดเหนื่อย  ประการใดไม่  สมดั่งความหมายของ  “ภูมพล”  ที่ว่า  “พระผู้เป็นพลังของแผ่นดิน” โดยแท้   

ผู้เรียบเรียงขอนำเสนอเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  และพากันชื่นชมในพระราชจริยวัตรของพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นี้อย่างที่มิได้เช่นกัน  ได้แก่เรื่องราวต่างๆ ดังนี้

เมื่อครั้งเสด็จครองราชย์ใหม่ ๆ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปรับพระองค์เพื่อให้เหมาะสมกับพระสถานภาพใหม่  และเป็นไปตามพระราชกิจของพระองค์ความกระตือรือร้นในการทรงงานเพิ่มขึ้นตามลำดับจนกลายเป็นทรงทุ่มเทอุทิศพระองค์ในเวลาไม่ช้าไม่นานต่อมาในการเสด็จนิวัตประเทศไทยครั้งนี้  ก็ทรงเตรียมพระองค์ที่จะปฏิบัติพระราชกรียกิจ  จะเห็นได้จากพระราชปรารถบางตอนที่ปรากฏในพระราชหัตถเลขาพระราชทานไปยัง  ดร.ฟรานซิส  บี  แชร์ 2 ชาวอเริกาผู้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย  “ฉันพยายามจะไม่ท้อใจทั้งที่บางทีก็เกืยบจะท้ออยู่เหมือนกัน  ตอนที่อยู่ในสวิสแต่ก็รู้ว่าต้อยึดมั่นในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องควรทำ  มั่นใจเถิดว่าฉันจะพยายามอย่างที่สุด 3”    การปฏิบัติพระราชกิจของพระมหากษัตริย์ไทยมีลักษณะเฉพาะ  เนื่องจากทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแตกต่างจากพระมหากษัตริย์ในยุโรปที่กฎหมายกำหนดบทบาทไว้ทั้งในลักษณะและพระราชภาระ  ทั้งนี้เพราะเหตุว่าพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต  ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจแบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาก่อนเป็นเวลาหลายร้อยปี  ไม่ว่าในการปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน  หรือความรู้สึกของประชาชน  ซึ่งเทิดทูลพระมหากษัตริย์ดุจดังสมบัติเทพ  ความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้สั้งสมมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า  700  ปี  ของประวัติศาสตร์ชาติไทย   ทรงห่วงในสภาพความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์เป็นอย่างยิ่งตลอดมา  ดังประกฎในกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานอยู่เสมอ  ดังเช่น  ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนรัฐสภาของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ  ณ กรุงวอชิงตัน   เมื่อวันพฤหัสบดีที่  29  มิถุนายน   2503  ตอนหนึ่งว่า

“รายได้ของประชาชนคนทยคิดเฉลี่ยแล้วคนหนึ่งมีรายได้ประมาณปีละ  100  ดอลล่าร์  ท่านก็คงจะเข้าใจดีว่าอะไรเป็นความจำเป็นอันรีบด่วนที่จะต้องจัดการรายได้เพิ่มเติมรายได้  และยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนของข้าพเจ้าให้ดีขึ้น 4

เมื่อเดือนมิถุนายน  2538  นิตยสารเอเชียวีคซึ่งได้การยอมรับเชื่อถือทั่วโลกได้ตีพิมพ์บทความเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า  ทรงเป็นบุคลดีเด่นระดับต้นๆ ของบุคคลดีเด่น 20 คนของเอเชีย  บทความเฉลิมพระเกียรติ  มีความหมายตอนหนึ่งว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอาพระราชหฤทัยใส่ในการหาช่องทางเชื่อเหลือยกฐานะคนในระดับล่างของประเทศให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาโดยตลอดทรงมีอิทธิพลต่อการเมืองโดยมิได้ทรงมิได้เป็นนักการเมืองซึ่งทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยังยืนมาแต่โบราณกาลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งระบอบประชาธิปไตยที่เจริญก้าวหน้าและรุ่งเรืองเช่นปัจจุบัน5”       

นิตยสารดังกล่าวได้บรรยายถึงพระวิริยะอุตสาหะในการทรงงานหนักตั้งแต่พุทธศักราช  2493  เป็นต้นมา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกหนแห่งในประเทศไทย  เพื่อทรงงานด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาท้องถิ่นกันดาร  พระองค์สนพระหฤทัยเป็นพิเศษในการปลูกป่าและการชลประทานที่เกี่ยวกับการเป็นอยู่ของราษฎรโดยตรง     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะสนพระหฤทัยในเรื่องเกี่ยวกับประชาชนและทรงยืนอยู่เหนือการเมือง

พระราชดำรัสที่เคยพระราชทานแก่นายริชาร์ด  นิกสัน  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี  แห่งสหรัฐอเมริกา  ระหว่างเยี่ยมเยือนประเทศต่างๆ  ในภูมิภาคเอเชียเมื่อพุทธศักราช  2496  แสดงให้เห็นถึงประจักษ์พระราชปณิธานที่ทรงยึดมั่นมาเป็นเวลานานตราบจน   ทุกวันนี้   

เมื่อเดือนกรกฎาคม  พุทธศักราช  2512   ขณะที่นายริชาร์ด   นิกสัน  ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา  ได้นึกถึงเหตุการณ์ที่เขาเคยถามผู้นำประเทศต่างๆ  ในทวีปเอเชีย   เมื่อสิบหกปีก่อนว่า  อะไรเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญก้าวหน้า  หลายท่านกล่าวถึงพลังของกองทัพที่มักจะใช้แก้ไขปัญหาภายในประเทศบางท่านเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ  แต่คำตอบที่ประธานาธิบดีนิกสันประทับใจมากที่สุด  คือ  พระราชดำรัสตอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า

 

...............2 ดร.แชร์ เคยเป็นที่ปรึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงเชื่อถือมาก  ดร.แชร์ เป็นบุตรวิลสัน  ของสหรัฐอเมริกาเดินทางมาประเทศไทยเพื่อกำกับดูแลเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา  รัฐบาลไทยเห็นว่า  ดร.แชร์  มีความซื่สัตย์สุจริตจึงว่าจ้างให้ทำงานให้รัฐบาลไทยในการดูแลรักษาสิทธิภาพนอกอาณาเขตระหว่างไทยกับประเทศในยุโรปต่อมา  ท่านผู้นี้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น  พระยากัลยาณไมตรี  ภายหลังรัฐบาลไทยได้ขนานนามถนนระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ  (เดิม) กับกระทรวงกลาโหม ว่า  ถนนกัลป์ยาณไมตรี เพื่อเป็นเกียรติ และเป็นอนุสรณ์แห่งคุณแห่งคุณงามความดีของท่าน                                                                                            

.............. 3พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอดุลยเดช  พระราชทานไปยัง  ดร.ฟรานซิส บี แชร์  ลงวันที่  21  มีนาคม  พุทธศักราช  2493  แปลจากบทความเรื่อง  The  Balancing  Act  ของ  J.  Wright   Jr. 

...............4พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา  ณ  กรุงวอชิงตัน  เมื่อวัน 29พฤหัสบดี  2503                                                                                                                                                  

..............5เอเชียวีค.  มิถุนายน  2538

              

                   “สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดเหนือสิ่งใด  ไม่ว่าในเอเชียหรือที่ใดในโลก  คือ  ความเข้าใจ 6”  ยังมีผู้ที่ชื่นชมกล่าวสดุดีพระองค์  เช่น  เมื่อพุทธศักราช  2438  สมาชิกวุฒิสภา  แมกซ์  โบคัส  ได้กล่าวสดุดีพระเกียรติคุณในรัฐสภาสหรัฐอเมริกากล่าว 

                “ในปัจจุบัน  ประเทศไทยเป็นประเทศสำคัญประเทศหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่เจริญรุ่งและมั่งคั่ง  กรุงเทพฯ  กลายเป็นเมืองใหม่เมืองหนึ่งของโลก  และเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ...ความสำเร็จอย่างน่ามหัศจรรย์หลายด้านนั้นเนื่องมาจากพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการทรงกำกับ  ดูแลทรงนำทางโดยทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่าง  ทรงตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงถึงพร้อมด้วยการให้  การรักษาศิล  การเสียสละ  ประโยชน์ส่วนพระองค์  ทรงซื่อตรง  เที่ยงธรรม  มีพระราชอัธยาศัยอ่อนโยน  ทรงเพียงเผาความเกียจคร้านทรงตั้งพระราชหฤทัยบำเพ็ญพระราชกรณียกิจไม่ทรงลุอำนาจความโกรธ  เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณไม่ทรงใช้ความรุนแรงเพราะอำนาจโลภะ  โทสะ  โมหะ  มีพระราชจริยวัตรอดทนต่อสิ่งทั้งปวง  และทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม  นอกจากนี้  ยังทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นแบบอย่าง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถทรงใช้เวลายาวนานหลายทศวรรษในการช่วยเหลือและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพสกนิกรของพระองค์ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร  ได้เสด็จทรงไปเยี่ยมราษฎรอย่างสม่ำเสมอทั้ง  73  จังหวัด เพื่อทรงพบชาวบ้านอย่างใกล้ชิด  ซึ่งปรากฏผลอย่างชัดเจนจากการสาธารณสุขที่ดีขึ้น และการกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงทุกภาค  ตลอดจนการฟื้นฟูศิลปหัตกรรมและสิ่งทอพื้นบ้าน7

                พระองค์เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจและคุณธรรมของคนไทยทั้งชาติอีกทั้งยังเป็นธุระศึกษาปัญหาต่างๆ  อย่างลึกซึ่งลงไปถึงต้นเหตุอย่างไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ดังพระราชดำริที่ว่า

                “ในการทำงานช่วยเหลือประชาชนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักคนที่จะช่วยเหลือเป็นอย่างดี8

                “อย่ามาพูดกันดีกว่า  เพราะว่าเพราะว่าถ้าทรรศนะของคนหนึ่งมีอย่างหนึ่ง และทรรศนะของอีกคนหนึ่งมีอีกอย่างหนึ่ง  โดยไม่พยายามปรองดองกัน โดยไม่พยายามหาทางออกที่เหมาะสม  ยิ่งพูดก็ยิ่งยุ่ง  ยิ่งทำให้คนอื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ดูแล้วขวัญเสีย  เด๋ยวนี้พูดกัน  เถียงกันอย่าง  ทำให้ประชาชนทั่วไปขวัญเสียไม่ทราบว่าอะไรกันแน่  พื้นฐานของความคิดนั้นมันคนละอย่างทีเดียวแล้วมาเถียงกัน มันเข้ากันไม่ได้  มันคนละเรื่องพุดอย่างทีเขาเรียกกันว่า “พูดกันคนละเรื่องเดียวกัน”  ไอ้คำ“พูดกันคนละเรื่องเดียวกัน” นี้ว่าเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน  แต่  พูดกันคนละเรื่อง  มันไม่มีทางออกิไม่มีผล”9

                “สำคัญที่สุด  ก็จะได้เห็นว่า  การพัฒนาประเทศก็ตามพัฒนาตัวเองก็ตาม  จำเป็นที่จะต้องใช้ความร่วมมือ”10  และ “ต้องทำอะไรตามที่ควร”11

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงส่งเสริมการพัฒนาประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป  ด้วยการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรด้วยพระองค์เอง  ในการพระราชทานสัมภาษณ์แก่เดนิสเกรย์  และบาร์ต แมคเดาเวิลล์  เพื่ออัญเชิญไปลงพิมพ์ในนิตยสารชื่อ  แนทซันเนิล  จีโอกราฟฟิก  มีพระราชดำรัสว่าแนวพระราชปฏิบัติของพระองค์ยึดมั่นในประเพณีที่มีมาตั้แต่ดังเดิม

                “วิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป  เลือกสรรประเพณีที่ดีงามในอดีต  สืบสานและเปลี่ยนแปลงบ้างเป็นบทเรียน  เรานำประเพณีเก่าแก่มาดัดแปลงให้ใช้ในปัจจุบันและต่อไปในอนาคต”12

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งมีอำนาจทางการเมือง  และการทหารแต่อย่างใดและผู้ที่ได้รับพระราชทานกระแสรับสั่งจะไม่ปฏิบัติตามก็ได้อีกทั้งยังไม่ได้มีพระราชประสงค์ที่จะทรงมีบทบาททางการเมืองแต่ในยามที่ประเทศไทยอยู่ในยามวิกฤติรัฐบาลก็มักจะหันไปพึ่งพระบารมีทั้งอาจเป็นเพราะไม่มีผู้ใดที่จะแก้ไขสถานการณได้  ไม่เพียงแต่รัฐบาลเท่านั้นที่พึ่งบารมี  พระองค์ยังเป็นศูนย์รวมใจให้ประชาชนมีความอันหนึ่งอันเดียวกัน  ดังเรื่องราววิกฤติทางการเมืองครั้งสำคัญสองครั้งในปีพุทธศักราช 2516 และ 2534  ของประเทศไทย  ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวประชาชนหันไปพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในทรงชี้ทาบ้างประการอบ่างละมุนละม่อม  แต่ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ  ก่อให้เกิดผลดีแก่ประเทศชาติจนถึงขั้นพลิกประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

                พระองค์ทรงตั้งหมั่นในความมั่นเพียร  ปฏิบัติพระราชกิจทุกเรื่องอย่างเติมกำลัง   ไม่ทรงท้อถอยทรงดำรงพระชนมชีพ  อย่างเรียบง่ายในขันติธรรมทรงอดทนต่อสิ่งทั้งปวงและไม่ทรงขัดขวางความปรารถนาของปวงชนแม้ว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยจะดำเนินมาเป็นเวลานานแล้วแต่ทั้งประชาชนและรัฐบาลก็ยังหวังพึ่งพระบารมีของพระมหากษัตริย์ในทุกๆ เรื่องมีความสำคัญระดับชาติและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่  ดังพระราชดำรัส  ตอนหนึ่งว่า

                “คนไทยไม่จำเป็นต้องตามแบบอย่างประชาธิปไตยของชาติอื่น  แต่ควรจะสร้างประชาธิปไตยแบบไทย ๆ  ของเราเอง  เราพะเรามีวัฒนธรรมประจำชาติและความเห็นเป็นของตัวเอง  สามารถใช้วิจารณญาณของเราเอง”13

“คนไทยเราไม่จำเป็นต้องตามอย่าง

ประชาธิปไตยของชาติอื่น

แต่ควรจะพยายามสร้าง

ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ของเราเอง”

.........6 สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีชาร์ด์  เอ็ม  นิกสัน  เมื่อครั้งมาเยือนไทย วันที่ 28 กรกฎาคม  พุทธศักราช 2512

.........7 สุนทรพจน์สดุดีพระเกียรติคุณ โดยสมาชิกวุฒิสภาแมกซ์ โบคัส  : Tribute to King Rama IX of Thailand วันที่ 9 มิถุนายน 2538

.........8 พระราชดำรัสพระราชทานในงานกาลาดินเนอร์ของสโมสรโรตารีแห่งประเทศไทย  ณ ห้องณภาลัย  โรงแรมดุสิตธานี  เมื่อวันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช2513

.........9 พระราชดำรัสพระราชทานแก่บุคคลที่เข้าเฝ้า ฯ ถวายพระพรไชยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรดา  วันที่ 4 ธันวาคม พุทธศักราช 2536

.........10  พระราชดำรัสพระราชทาน  เมื่อวันที่  26  กรกฎาคม   พุทธศักราช  2516

.........11 พระราชดำรัสพระราชทาน  เมื่อวันที่  4  ธันวาคม   พุทธศักราช  2533

.........12  พระราชดำรัสเป็นภาษาอังกฤษ  นิตยสาร  National  Geographic เล่มที่  162 ฉบับที่ 4 ตุลาคม พุทธศักราช 2525

.........13  สำนักราชเลขาธิการ A Memori  of  Majesty  King  Bhumibol  Adulyadej of Thailamd  บริษัท  โรพิมพ์กรุงเทพ  (1984)  จำกัด. 2530. หน้า 47

บทความเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารยุติธรรม  ฉบับที่2 เดือนธันวาคม 2548-มกราคม 2549

                                                                                     .........................................

                                                              .............................

 

วันที่เผยแพร่ :

วันพฤหัสบดี, 17 ตุลาคม 2013